Description

เอสเพรสโซ่ (ESPRESSO)

เอสเพรสโซ่

เอสเพรสโซ่

ถ้าพูดถึง เอสเพรสโซ่ (espresso) คำนี้ มาจากภาษาอิตาลี หลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี เรียกได้ว่า เป็นกาแฟชนิดเข้มข้น ที่บางคนอาจเข้าใจกันไปว่า เป็นกาแฟดำบ้าง กาแฟใส่นมบ้าง แต่จริงๆแล้ว เอสเพรสโซ่ เป็นเครื่องดื่มรสเข้มแก้วเล็กที่ชงจากกาแฟบดละเอียดและน้ำแรงดันสูง ไหลผ่านกาแฟคั่วบด ทำให้ได้น้ำกาแฟที่มีความเข้มข้นมาก ซึ่งมีอัตราส่วนและน้ำหนักของเหลวที่อัตรา 1:2 นับหน่วยความเข้มข้นของกาแฟเอสเปรสโซ่จะเรียนเป็น ช็อต (shot) มีปริมาณกาแฟต่อ 1 ช็อตเท่ากับ 30 มล.หรือ 1 ออนซ์ โดยปกติแล้ว รสชาติของเอสเพรสโซ่จะดีที่สุดใน 10 นาทีแรก ควรดื่มช่วงชงใหม่ๆ จะได้รสชาติเข้าถึงกาแฟเข้มข้น หอมกรุ่นกาแฟกันเลยทีเดียว กาแฟเอสเพรสโซ่ เหมือนต้นกำเนิดของกาแฟอีกหลากหลายเมนู ที่เราจะนำมาแนะนำให้รู้จักกัน ดังต่อไปนี้


ริสเทรทโต (RISTRETTO)

ริสเทรทโต

ริสเทรทโต

เป็นคำที่มาจากภาษาอิตาเลี่ยน ที่แปลว่าจำกัด หรือ ทำให้เล็กลงนั่นเอง โดยแนวคิดของกาแฟนี้คือ การชงกาแฟที่แก้วเล็ก และเข้มข้นมากกว่า เอสเพรสโซ่ เพราะมันใช้น้ำชงน้อยกว่า สำหรับกาแฟบดที่มีปริมาณเดียวกัน และกาแฟจะถูกบดให้ละเอียดกว่าเดิม เพื่อสกัดเอารสและกลิ่นที่ต้องการของกาแฟออกมา อธิบายให้เข้าใจเพิ่มเติม คือ ริสเทรทโต เป็นกาแฟ เอสเพรสโซ่ ครึ่งช็อต โดยปริมาณผงกาแฟที่ใช้อัดลงไปนั้นจะใช้ปริมาณเท่ากับการสกัด เอสเพรสโซ่ ตามปกติ (ประมาณ 7 กรัม/ใช้หัวชง Single group) เพียงแต่ปริมาณน้ำจะน้อยกว่า ซึ่งตัว ริสเทรทโต จะสกัดออกมาเพียง 15 ml เท่านั้น


ลุงโก (LUNGO)

ลุงโก

ลุงโก

กาแฟชนิดนี้ ในภาษาอิตาเลี่ยน จะแปลว่า ยาว หรือเรียกว่า เป็นกาแฟแก้วใหญ่ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในวงการกาแฟสักเท่าไหร่ เราเลยไม่ค่อยคุ้นหูกันมากนัก การชงกาแฟลุงโก มักใช้น้ำ 2-3 เท่าของปริมาณน้ำปกติ แต่กาแฟบดเท่าเดิม เพื่อให้ได้กาแฟที่มีปริมาณมากกว่าเดิม น้ำชงจะไหลผ่านตัวกาแฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดรสชาติของกาแฟออกมา มันอาจจะไม่ได้มีรสชาติที่อร่อยมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีกระแสใหม่ที่ช่วยให้กาแฟชนิดนี้ อร่อยกลมกล่อม สมดุลมากขึ้น ด้วยการชงกาแฟคั่วอ่อน จากวิธีลุงโก และต้องปรับระดับการบดให้หยาบขึ้นด้วย เพื่อให้อัตราการไหลของน้ำเร็วขึ้น และช่วยไม่ให้เกิดการสกัดมากเกินไป จนรสชาติเสีย


มัคคิอาโต (MACCHIATO)

มัคคิอาโต

มัคคิอาโต

อีกหนึ่งเมนูที่ดัดแปลงมาจาก เอสเพรสโซ่ โดยการใช้นมหวานๆ เข้ามาผสมผสานให้รสชาติลงตัว แบบ 3 in 1 บาริสต้าจะทำการออกแบบกาแฟชนิดนี้ ให้เหมือนเป็นเครื่องหมายไว้บนแก้ว ที่ทำให้รู้ไว้ เป็นกาแฟที่อ่อนนุ่ม มีนมผสมอยู่ ในสัดส่วนของกาแฟ และ นม ครึ่งต่อครึ่ง เอกลักษณ์ของมัคคิอาโต้ คือ กาแฟต้องแบ่งเป็น 3 ชั้นประกอบด้วย นม เอสเพรสโซ และฟองนม ซึ่งตอนนี้ หลายๆร้าน มัคคิอาโต ก็กลายเป็นเมนูยอดฮิตไปแล้วเช่นกัน อย่างที่ Starbucks ก็จะมีเมนูชื่อ Caramel Macchiato ซึ่งมีการวางกาแฟ นม ฟองนม และราดด้วยซอสคาราเมลอีกที ซึ่งเมนูนี้เรียกได้ว่า เป็นกาแฟที่มีรสชาติที่หลากหลายถูกใจคอกาแฟกันเลยทีเดียว หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนก็คือ มัคคิอาโต้ เป็นกาแฟเอสเพรสโซ่ ที่ใส่ฟองนมนุ่มๆ ลงไปด้วยการหยอดหรือปาดแต่พองาม ไม่ต้องมากจนล้น แต่ก็ไม่น้อยจนไม่เห็นสีของกาแฟ เราก็จะได้สัมผัสกับความหอมนุ่มของนมที่ก่อนตามด้วยรสชาติเข้มข้นหนักแน่นของเอสเพรสโซ


คาปูชิโน (CAPPUCCINO)

คาปูชิโน

คาปูชิโน

กาแฟชนิดนี้ เป็นเครื่องดื่มที่มีต้นกำเนิดมาจากเวียนนา ในสมัยศตวรรษที่ 19 โดยมันเป็นกาแฟที่ใช้ปริมาณน้อย ผสมกับนมหรือครีม จนได้เครื่องดื่มเป็นสีน้ำตาล บ่งบอกถึงความเข้มข้นได้ว่า ระดับไหน มักถูกเรียกว่าเป็นเครื่องดื่มของพระเจ้า จากบาทหลวงที่มีชื่อว่า “คาปูชินส์” อีกทั้งท่านยังชอบการสวมใส่เสื้อคลุมที่มีสีสันเดียวกันกับกาแฟชนิดนี้อีกด้วย สำหรับสูตรดั้งเดิมของคาปูชิโน จะประกอบไปด้วย เอสเพรสโซ่ 1/3 นม 1/3 และโฟมนม 1/3 หรือบางที่อาจดัดแปลงให้ได้รสชาติใหม่ แต่มีความมันของนมหรือครีมมากกว่าเดิมเช่น 1:2:2 ก็ได้ ให้รสชาติที่มีความนุ่มละมุนในอีกสไตล์หนึ่ง ความหอมกรุ่นของกาแฟที่ผสมผสานกับรสชาติของนมที่ให้ความหวานมันแบบพิเศษในตัวมันเอง ในวัฒนธรรมของอิตาลี จะดื่นคาปูชิโน แค่ในเวลาเช้า หลังจากนั้นตลอดทั้งวัน จะดื่มเอสเพรสโซ่ เพราะวัฒนธรรมของอิตาลีจะไม่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมนมมากเกินไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าวิถีชีวิตของชาวอิตาลีมักไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้า แบบเป็นกิจลักษณะ คาปูชิโนและขนมปังเบาๆ จึงเหมาะเป็นอาหารรองท้องสำหรับยามเช้า แต่สำหรับต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย การดื่มคาปูชิโน ดื่มได้ทุกเวลาตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน


คาเฟ่ลาเต้ (CAFFE LATTE)

คาเฟ่ลาเต้

คาเฟ่ลาเต้

เครื่องดื่มกาแฟชนิดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในอิตาลี ในช่วงที่เอสเพรสโซ่เผยแพร่ไปทั่วโลก รสชาติของมัน มีรสขม เข้มข้น จนยุคหลังๆ ลาเต้ได้ถูกปรับให้มีความละมุน ดื่มง่าย และกลายเป็นเมนูกาแฟยอดนิยมมากในปัจจุบันเช่นกัน เพราะได้ถูกเติมนมลงไป เพื่อให้มีรสชาติหวานขึ้นและขมน้อยลง เอาใจกาแฟ ที่อยากมีประสบการณ์กาแฟที่อ่อนลง ปกติแล้วคาเฟ่ลาเต้ จะมีปริมาณนมมากกว่า คาปูชิโน่ แต่จะโปะฟองนมที่น้อยกว่า สำหรับใครที่มีโอกาสได้ไปประเทศอิตาลี หากสั่งลาเต้ ควรเพิ่มคำว่า คาเฟ่ เข้าไปด้วย ไม่งั้นอาจจะได้นมสดร้อนหนึ่งแก้วมาทานแทนก็ได้ เพราะในภาษาอิตาลี คำว่าลาเต้ จะแปลว่า นม การทำคาเฟ่ลาเต้พร้อมเสิร์ฟ มักจะเน้นความสวยงาม เพราะต้องมีการเทนมร้อนลงไปในน้ำกาแฟให้เกิดลวดลายในถ้วยกาแฟ ซึ่งจะเรียกว่าการทำ อาร์ตลาเต้ ส่วนจะออกมาเป็นลวดลายไหน ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละร้านจะตกแต่งให้มีศิลปะ คาเฟ่ลาเต้ น่าจะเหมาะกับผู้หญิงที่ชอบกาแฟรสเข้มมาก แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ชอบความหวานของนม ก็นิยมสั่งเมนูนี้เช่นเดียวกัน


แฟลทไวท์ (FLAT WHITE)

แฟลทไวท์

แฟลทไวท์

ยังไม่แน่ชัดว่าเครื่องดื่ม แฟลทไวท์ มาจากประเทศออสเตรเลีย หรือ นิวซีแลนด์ แต่ที่แน่ๆ มันเป็นกาแฟที่ถูกแพร่ขยายไปทั่วยุโรป และ อเมริกาเหนือ ซึ่งจะปรากฏในร้านกาแฟที่มีคุณภาพ โดยถ้าหากใครเบื่อกาแฟที่มีโฟมนมหนาโรยหน้า (ปัจจุบันสั่งได้ว่าไม่เอาโฟม) กาแฟแฟลทไวท์ จะใส่แค่นมผสมกาแฟอย่างเดียว ถ้าเอาให้เห็นภาพว่า แฟลทไวท์ เป็นกาแฟแบบไหน มันก็คือ กาแฟลาเต้ แก้วเล็ก ที่มีรสเข้ม แล้วเติมด้วยนมจนได้เครื่องดื่มขนาด 150-175 มล. ซึ่งนมที่ใช้จะมีโฟมเล็กน้อย ทำให้มันง่ายที่จะสร้างสรรค์ลวดลายลงบนเครื่องดื่ม และกลายเป็น ลาเต้อาร์ท ได้อีกด้วย (ในเมืองไทย เมนูนี้จะไม่ค่อยคุ้นหู และมีในร้านกาแฟสักเท่าไหร่) แต่มันเป็นเมนูกาแฟใส่นม ที่ผิวกาแฟเคลือบด้วยนมบางๆ แบนเฉียบ ถ้าสั่ง แฟลทไวท์ (แบบทั่วไป) เราจะได้ เอสเพรสโซ่ 1 ช็อต + นมที่สตีมจนได้อุณหภูมิพอเหมาะเทเติมลงไป จนได้ปริมาณเต็มแก้ว แฟลทไวท์ จะไม่มีฟองนมฟูๆ แบบ Latte แต่รับรองได้ว่า เมื่อจิบแล้วจะให้ความรู้สึกอ่อนนุ่ม เพลิดเพลินไปกับกาแฟรสชาติใหม่ ที่คุณอาจจะติดใจเมนูนี่ไปเลยก็ได้


อเมริกาโน (AMERICANO)

อเมริกาโน

อเมริกาโน

เรื่องราวของอเมริกาโน่ เกิดขึ้นในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อทหารอเมริกันในอิตาลี รู้สึกว่า เอสเพรสโซ่เข้มข้นมากเกินไป พวกเขาจึงขอน้ำเปล่าแยก หรือทำให้เอสเพรสโซ่นี้ เจือจางลง จนได้กาแฟที่มีรสชาติที่พอดี และถูกเรียกว่า คาเฟ่อเมริกาโน่ กาแฟชนิดนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งกาแฟที่คนนิยมดื่มกันมาก การชงอเมริกาโน่ มีวิธีที่ง่าย เพียงเทน้ำร้อนที่สะอาดลงในแก้ว แล้วชง Double Espresso ตามลงไป ข้อเสียของการเจือจางเอสเพรสโซ่ คือ ความขมจะถูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงขอแนะนำให้เราตักเครม่า หรือ ฟองที่ลอยออกมา หลังจากชงอเมริกาโน่เสร็จ เพราะแม้ว่าเครม่าจะดูดี แต่มันก็ทำให้มีเศษกาแฟขนาดเล็กอยู่ในฟองนั้น ซึ่งจะทำให้กาแฟยิ่งมีรสขมเข้าไปอีก การตักเครม่าออกและดื่ม จะทำให้รสชาติของอเมริกาโน่ดีขึ้น รสชาติจะแตกต่างจากเอสเพรสโซ่ที่ไม่ตัดเครม่าออกมาก อยากให้ได้ลองเวลาตักออกแล้ว ว่ามันดีมากแค่ไหน ถ้าจำเป็นต้องเสียเวลาสักนิดเพื่อตักเครม่าออก


คอร์ตาโด (CORTADO)

คอร์ตาโด

คอร์ตาโด

กาแฟชนิดนี้ เป็นกาแฟเพียงไม่กี่ชนิด ที่ไม่ได้มาจากอิตาลี มันอาจมาจากสเปน หรือจากมาดริด โดยทั่วไปชาวสเปนจะชงเอสเพรสโซ่ ปริมาณมากกว่าและอ่อนกว่าคนอิตาลี คอร์ตาโดนั้นจะประกอบไปด้วย เอสเพรสโซ่ 30 มิลลิลิตร และนมที่ผ่านการสตรีมมาแล้วในปริมาณเท่ากัน และมักจะชงใส่แก้วใสมากกว่าแก้วกาแฟเซรามิค ปัจจุบันกาแฟคอร์ตาโด เริ่มแพร่หลายออกไปมาก และมีการปรับแต่งสูตรในหลายๆรูปแบบให้มีรสชาติกาแฟตามสไตล์ของคนแต่ละพื้นที่ ขยายความหมายให้เข้าใจอีกนิด คอร์ตาโด ก็คือเอสเปรสโซที่ผสมนมอุ่นลงไปเล็กน้อยเพื่อลดความเป็นกรด อัตราส่วนของนมต่อกาแฟอยู่ที่ 1:1-1:2 และนมจะถูกใส่หลังเอสเปรสโซ ถึงแม้นมที่ถูกอุ่นด้วยไอน้ำจะไม่มีฟองมากนัก แต่คนชงกาแฟ (barista) หลายคนก็ทำฟองขนาดเล็กๆ เพื่อทำลาเต้อาร์ท ปัจจุบัน กาแฟชนิดนี้เป็นที่นิยมในสเปน, โปรตุเกส และลาติน อเมริกา โดยมากแล้วพวกเขาจะดื่มกาแฟชนิดนี้ในเวลาบ่าย


ทั้งหมดนี้คือ กาแฟชนิดต่างๆ ที่พัฒนามาจาก กาแฟเอสเพรสโซ่ เพียงหนึ่งตัวเท่านั้น คิดดูสิ ว่ามันจะดีสักแค่ไหน ที่เราสามารถดื่มกาแฟเอสเพรสโซ่ได้ในหลากหลายรสชาติ เพราะหากไม่สามารถทำได้หลากหลายเมนู การมีแค่เอสเพรสโซ่ดื่ม อาจกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ สำหรับคนรักกาแฟไปเลยก็ได้ หากใครหลงรักกาแฟในแบบฉบับของเอสเพรสโซ่ นอกจากถ้าใครมีความสามารถในการทำชงเองได้แล้ว ก็สามารถไปเลือกทานได้จากร้านโปรดของคุณได้อีกด้วย เพราะจะได้พบกับเมนู ที่มีนอกเหนือจากนี้ ซึ่งแต่ละร้าน แต่ละแบรนด์ ก็มีการมิกซ์แอนด์แมตซ์กาแฟ ให้ออกมาเป็นเมนูแปลกใหม่ ทำให้คอกาแฟ มีทางเลือกที่ในการลองกาแฟหลากรสชาติให้มากขึ้น แต่ถึงอย่างไร ประเภทของกาแฟที่คนนิยม ก็คงไม่พ้นพวก เอสเพรสโซ่ คาปูชิโน่ มอคค่า ลาเต้ มัคคิอาโต้อยู่ดี ซึ่งล้วนแล้วขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ความชอบในการดื่มกาแฟของแต่ละคนด้วย

ในบทความนี้ เราได้รู้จักกับเมนูที่หลากหลายจากเอสเพรสโซ่กันไป สำหรับคนรักกาแฟ คงจะมีความสุขไปกับเมนูเหล่านี้มากพอสมควร ในเมื่อคนรักกาแฟ ขาดการดื่มกาแฟไม่ได้ เราจึงอยากส่งท้าย ด้วยเคล็ดลับการดื่มกาแฟอย่างไร ให้ไม่เสียสุขภาพ อย่าลืมว่ากาแฟ ถ้าเราติดมัน ก็ไม่ต่างกับติดแอลกอฮอล์ ซึ่งมันก็มีข้อเสียเช่นกัน โดยเฉพาะหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ ที่อาจดื่มวันละหลายแก้ว เพราะความง่วงมาเยือนเวลาทำงาน เรามาดูกันเลยว่าควรดื่มกาแฟอย่างไรให้มีสุขภาพดีเสมอดีกว่า

ควรเลือกกาแฟที่มีคุณภาพสูง กาแฟที่เรารู้จักแบรนด์ รู้ที่มาที่ไป และควรจะเป็นกาแฟที่ปลูกโดยวิธีการธรรมชาติ หรือออร์แกนิค ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง หรือ สารเร่งเมล็ดกาแฟ ก็จะทำให้เราได้รสชาติกาแฟ และกลิ่นที่สดสะอาด ดื่มแล้วปลอดภัยแน่นอน

ควรดื่มจากเครื่องทำกาแฟที่มีคุณภาพสูง ข้อนี้อาจจะไม่ต้องห่วงเท่าไหร่ เพราะถ้าหากใครอยากดื่มกาแฟดีๆ ก็ต้องร้านกาแฟโปรด ซึ่งใช้เครื่องทำกาแฟคุณภาพดีอยู่แล้ว และหากคุณเลือกเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่เอง ก็ควรเลือกเครื่องดีๆเช่นกัน ไม่ใช่เครื่องที่ทำจากพลาสติก เพราะหากความร้อนผ่านเครื่องชงที่เป็นพลาสติก จะทำให้สารเคมีจากพลาสติกตกค้างลงในกาแฟได้
ควรเลือกดื่มให้ถูกเวลา โดยปกติ การดื่มกาแฟ ควรดื่มก่อนช่วงเวลา 14.00 น. เพราะหากเกินกว่านี้ จะทำให้คุณพบกับปัญหานอนไม่หลับตอนกลางคืนได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพแย่ลง ควรเลือกดื่มกาแฟที่เป็นพวกเอสเพรสโซ่ อย่าง อเมริกาโน่ มอคค่า หรือลาเต้ แทนที่กาแฟปกติ เพราะจะมีกาเฟอีนและน้ำตาลน้อยกว่า

ดื่มกาแฟไปพร้อมกับทานอาหารที่ดี วิธีนี้ริเริ่มมาจากชาวอังกฤษ โดยการดื่มกาแฟกับอาหารที่มีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อาหารหรือของว่างเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายค่อยๆ รับคาเฟอีนช้าลง จะได้ไม่ดื่มกาแฟวันละหลายๆแก้ว
จิบกาแฟเล็กน้อยก่อนออกกำลังกาย จะช่วยเผาผลาญไขมันได้เร็วยิ่งขึ้น และยังเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้สูงขึ้นด้วย สาวๆที่อยากมีหุ่นดีไวๆ ลองจีบกาแฟดูสักนิดก็ไม่เลว
เลือกดื่มกาแฟที่หวานน้อย ไม่ใส่ครีม หรือ น้ำตาล พยายามดื่มให้น้อยลง ให้พอสมองตื่น อย่าดื่มกาแฟที่ใส่นมกับน้ำตาลมากไป เพราะจะทำให้ความหวานสะสมในร่างกาย เป็นเหตุให้สุขภาพแย่ลงภายหลังได้
และนี่ก็คือเมนูเอสเพรสโซ่ และข้อแนะนำในการดื่มกาแฟอย่างไรให้มีสุขภาพดีที่เรานำมาฝากกัน หากใครชอบกาแฟรสชาติไหน ก็สามารถเลือกดื่มได้ดั่งใจ และอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะ.